เป็นบทสัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อน แต่สะท้อนมุมมองต่อริชชี่และแมนิคส์ไ้ด้ชัดเจนดีค่ะ
เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ที่ Richard James Edwards (รู้จักกันในนาม Richey – ริชชี่) นักแต่งเพลง, มือกีตาร์วง Manic Street Preachers ได้หายตัวไป แต่เวลาก็ไม่ทำให้ความรักของพี่สาว– ราเชล จางหายไป รวมถึงการหยุดตามหาเค้าด้วย เธอกล่าวว่า "ทุกวันนี้ ครอบครัวของเรายังคงเจ็บปวดกับเหตุการณ์นี้เหมือนวันที่ริชชี่เพิ่งหายไป "ฉันหยุดที่จะเลิกตามหาเขาไม่ได้ ถ้าไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของฉัน สำหรับพวกเราแล้ว เขาไม่ใช่ร็อคสตาร์ เขาเป็นเลือดเนื้อและพวกเราก็เจ็บปวดมากที่ไม่มีเค้าอยู่ด้วย "จากความเจ็บปวดนี้ มันกระตุ้นให้ฉันยังตามหาเค้าอยู่ เพราะต้องการรู้ความจริง" ราเชล – พยาบาลวัย 29 กล่าวเพิ่ม "เราจะวางแผนชีวิตอะไรต่อได้ล่ะ ? ฉันทิ้งทุกอย่างในชีวิตตอนนี้ ด้วยหวังว่าวันนึงเค้าจะกลับมาแชร์ชีวิตกับฉันอีก"
ริชชี่ หายตัวไประหว่างที่เหล่าแมนิคส์จะบินไปทัวร์ที่อเมริกา สมาชิกสามคนที่เหลือ เจมส์ นิกกี้ ฌอน เอาชนะช่วงเวลาโหดร้ายนั้น โดยทำดนตรีที่เยี่ยมยอด รับรางวัล Best Band และ Best Album จาก Brit Awards แน่นอนว่ารางวัลนี้ครอบครัว Edwards ก็ร่วมยินดีด้วย แต่ไม่ทำให้พวกเค้าสบายใจได้
ราเชล ผู้ที่ยังคงเรียกน้องชายของเธอว่าริชาร์ด กล่าวอีกว่า "เค้าเป็นจิตวิญญาณของวง เค้าให้พลังชีวิตมากมายแก่วงในวันอันโหดร้ายเมื่อตอนตั้งวงแรก ๆ แต่วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วและมันก็ทำให้ฉันเจ็บปวดมากที่เห็นพวกเขา ตอนที่พวกแมนิคส์เล่นที่ Cardiff ปีที่แล้ว ฉันไม่สามารถไปดูได้เลย "
การหายตัวไปอย่างลึกลับของริชชี่ - มือกีตาร์และนักแต่งเพลงชาวเวลส์ เปรียบเสมือนเป็น Lord Lucan* ของวงการเพลงร็อคเลยทีเดียว
ครอบครัวของริชชี่ยังไม่ทิ้งประเด็นที่ว่า เขาอาจจะไปเริ่มต้นใหม่ของเขาเอง เนื่องจากประวัติของริชชี่ที่เคยมีปัญหาด้านการทำร้ายตัวเอง รวมทั้งเหตุการณ์เฉือนแขนตัวเองเป็นคำว่า 4 real ที่หลังเวทีจากการสัมภาษณ์กับนักข่าว ครอบครัวยังเชื่อว่า เค้ากดดันจากความมีชื่อเสียงและต้องการไปใช้ชีวิตที่ไหนสักแห่ง แล้วก็ปลอมชื่อตัวเองเป็นคนใหม่
ราเชล เล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นเหมือนมันเพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ "โทรศัพท์แจ้งข่าวนั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นของ 4 ปีที่ทรมานสำหรับฉันและครอบครัว ตอนนั้นแม่แค่พูดว่า "ริชชี่หายตัวไป" "ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เกือบจะหมดสติแต่ก็ยังเชื่อว่าเขาจะกลับมา" "เขาได้โทรหาแม่คืนก่อนเกิดเหตุและบอกแม่ว่าเขาไม่อยากไปทัวร์ที่อเมริกา แต่มันก็เหมือนคำบ่น ๆ ทั่วไป" "ทั้งวงจัดการข้าวของและเตรียมจะไปแล้ว ฉันว่า ทุกคนล้วนคิดว่าริชาร์ดจะกลับมาในนาทีนั้นพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า หลายชั่วโมงผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเริ่มกลายเป็นลางร้ายขึ้นมา"
"ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน เขามักจะโทรกลับมาที่บ้านเพื่อคุยกับแม่เสมอ บางทีก็แค่โทรมาสวัสดี"
ริชชี่เข้ารับการบำบัดโรคหดหู่และการติดอัลกอฮอลที่ London’s Priory Hospital เมื่อเดือนก่อนเกิดเหตุ และครอบครัวคิดว่าเขาน่าจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเพื่อนมากกว่า
เมื่อการติดตามริชชี่ดูจะไร้ผล ทุกคนก็โทรเช็คตามรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ของริชชี่ แต่มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น
"แล้วตำรวจก็เข้ามาทำคดี เริ่มหาจากจุดเริ่มต้น เราเริ่มกันที่แฟลตของริชาร์ดใน Cardiff ที่ที่เรามั่นใจว่าเขาต้องกลับมาที่นี่แน่ เราเจออะไรบางอย่างแต่ก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ เขาทิ้งพาสปอร์ตไว้ในโต๊ะที่แฟลตนั่น แล้วก็ใบเสร็จค่าทางด่วนและเงินทอนอีก 30 เพนนี ใกล้ ๆ กัน ในใจฉันยอมแพ้แล้ว ไม่เข้าใจว่าเขาตั้งใจจะบอกอะไรกับเราโดยการทิ้งไว้เสร็จนั่นไว้ ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขามักจะหมกมุ่นอยู่กับเคสหายตัวไปแบบนี้ "มันไม่ยากเลยถ้าเค้าจะปลอมหลักฐานอะไรขึ้นมา โดยเฉพาะสิ่งที่เขาศึกษามาก่อนแล้ว"
" สิ่งที่ฉันเสียใจที่สุดคือ การที่ไม่สามารถช่วยขจัดปัญหาของเขาได้เลย"
"มองย้อนกลับไป ฉันปรารถนาจะพูดคุยกับเขามากกว่านี้ ฉันสนิทกับเขามากแต่ก็มีบางอย่างล่ะที่ไม่ได้พูดออกไป ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เขาเคยพูดเกี่ยวกับการสับนิ้วตัวเองด้วยมีดปังตอ เพราะว่าเขากลัวจะถูกว่า ว่าเป็นไอ้โง่ที่นิวยอร์ก เขาไม่อยากไปจริง ๆ"
"พวกเราทุกคนเป็นทุกข์มากเรื่องที่เขาเฉือนแขนตัวเองต่อหน้านักข่าวนั่น แต่เขาก็เคยแอบทำแบบนี้มาก่อนแล้ว สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความสนใจ มันเป็นเรื่องส่วนตัวและก็เป็นบางอย่างที่พวกเราไม่เคยพูดถึงด้วย ฉันไม่เข้าใจเรื่องที่เขาทำร้ายตัวเอง จำได้ว่าเคยนั่งติดกับเขาและเห็นเขาดับบุหรี่ที่ขาตัวเอง เราสองคนต่างก็รู้สึกกระดากเมื่อเขารู้ว่าฉันได้เห็นการกระทำนั้น ฉันเสียใจที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป แล้วเขาก็จะเอาเสื้อคลุมมาปิดบังไว้"
"ฉันเพิ่งจะศึกษามาว่า การทำร้ายตัวเองนั้นเป็นการปลดปล่อยจากจิตใจ ริชาร์ดเคยพูดกับฉันว่า การทำร้ายร่างกายมันเทียบไม่ได้เลยกับจิตใจที่เจ็บปวดข้างใน มันทำให้ฉันเสียใจจริง ๆ ฉันคิดว่าเราพี่น้องสนิทกันมากแต่ฉันก็ไม่สามารถหยุดอะไรได้เลย ฉันเคยสงสัย คนเราจะรู้จักใครซักคนได้ดีขนาดไหน? กับการที่เขาต้องหายตัวไปเพื่อหลีกหนีจากความเจ็บปวด มันยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ เขาต้องเป็นทุกข์มาก ๆ และมันก็เป็นการยากที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความจริงที่เห็นอยู่ และการหนีก็เป็นทางออกทางเดียว "
การตามหาริชชี่ กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของราเชล เธอติดต่อโบสถ์และเจ้าหน้าที่ชายฝั่งทุกแห่งในประเทศ รวมถึงศูนย์แจ้งผู้สูญหาย เธอยังประสานงานไปยังนักสืบสก็อตแลนด์ยาร์ดที่มีข่าวความคืบหน้า (แบบไม่เป็นทางการ) เกี่ยวกับริชชี่อยู่ทุกเดือน
เดือนที่แล้ว ราเชลได้รับข่าวน่าสนใจชิ้นนึง ว่ายังไม่มีเจ้าพนักงานชันสูตรศพในอังกฤษคนใด พบเจอศพที่ตรงกับลักษณะของริชชี่ "มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าใกล้การตามหามากขึ้น แต่อย่างน้อยเราก็สามารถนอนใจได้ว่า ร่างที่นอนตายอยู่ในห้องเก็บศพนั้น เราได้เช็คหมดแล้ว"
"ถ้ามีใครซักคนนึงในชีวิตของคุณหายตัวไป เป็นใครซักคนที่คุณรักมาก เหมือนกับริชาร์ด คุณไม่สามารถทำอะไรต่อได้แน่ ๆ ถ้าไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าทำอะไรอยู่ที่ไหน"
พ่อแม่ของริชชี่ – เกรแฮม และเชอรี่ เพิ่งจะยกเลิกการไป Fuertevetura บนเกาะ Canary หลังจากมีการกล่าวอ้างว่าพบริชชี่ที่นั่น ซึ่งไม่เป็นความจริง "เราจะไปที่นั่นเพื่อพิสูจน์รายงานนี้ แต่ตอนนี้เห็นท่าว่าจะไม่เป็นความจริง" "มีชายคนนึงที่อ้างว่าเห็นริชาร์ดจะเข้าให้ปากคำกับตำรวจ แต่ก็มีเรื่องแปลก ๆ ที่ชายคนนั้นหายไปกับสายลมและก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อด้วย"
"คนอื่น ๆ ที่อ้างว่าเห็นริชาร์ดเป็นพนักงานบาร์ บอกว่าเห็นผู้ชายแปลกหน้าใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อยืด แต่ถ้าเป็นริชาร์ดจริง เธอต้องเห็นรอยสักหรือรอยแผลเป็นบนแขนเขาแน่ ๆ แต่เธอก็ไม่ได้พูดถึงมัน" "แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ได้อยู่ประเทศอื่น ๆ ในโลก แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่มีข้อมูลที่จะติดตาม" ความพยายามในการตามหาริชชี่เป็นเรื่องหนักสำหรับจิตใจมาก
ราเชลกล่าว "ตอนแรก ๆ เรามีเรื่องจะพูดถึงเขามากทีเดียว แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรจะพูดแล้วล่ะ ฉันบอกได้เลยว่าพ่อกับแม่คิดอะไรอยู่ จากใบหน้าเศร้า ๆ ของท่าน พวกเราพยายามตั้งมั่น แต่พวกเราต้องรับมือกับหลายสิ่งหลายอย่างมาก พ่อพบว่ามันยากทีเดียวที่จะแสดงอารมณ์อะไรออกมา แม่ก็จะหัวเสียอยู่ตลอด ฉันก็พยายามจะทำอะไรบ้างเพื่อจะหาความจริง ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ก็แค่นั้น สิ่งเล็กน้อยที่สุดอย่างหนังสือหรือรูปของริชาร์ดสามารถทำให้ฉันคิดถึงเขาได้ทันที ตามด้วยความเชื่อที่พังทลายว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว"
*Lord Lucan - Richard Bingham, 7th Earl of Lucan ชาวอังกฤษ หายสาบสูญไปในปี 1974 หลังจากลูกสาวของเขาถูกฆาตกรรม สันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้ว
[back to top] |